ย้อนรอย Smoot-Hawley Tariff Act: กำแพงภาษีปี 1930 ที่ลากเศรษฐกิจทั้งโลกจมดิ่ง

Smoot Hawley Tariff Act

ย้อนรอย Smoot-Hawley Tariff Act: กำแพงภาษีปี 1930 ที่ลากเศรษฐกิจทั้งโลกจมดิ่ง

 

ในโลกการค้า บางครั้ง “กำแพง” ไม่ได้สร้างขึ้นจากอิฐหรือปูน แต่เป็นตัวเลขบนกระดาษ ที่ชื่อว่า “กำแพงภาษี”

.

หนึ่งในกำแพงภาษี ที่เคยสะเทือนไปทั้งโลก คือ Smoot-Hawley Tariff Act — กฎหมายที่สร้างสงครามภาษีระดับโลก ทำให้ดัชนีตลาดหุ้นอเมริกาลดลงจาก 120 จุดเหลือ 20 จุด ภายใน 2 ปี และมูลค่าการค้าโลกลดลง 66% ภายในช่วงเวลาเพียง 4 ปี

.

เรื่องราวเป็นอย่างไร หากพร้อมแล้วไปติดตามกันเลย

 

=========================

“ZUPPORTS FreightChat”

ระบบแชตที่ช่วยคุณ

✅ ค้นหา HS Code และอัตราภาษี ได้แบบอัตโนมัติ

✅ ตรวจสอบอัตราภาษีนำเข้าแต่ละประเทศ

สนใจ ลงทะเบียนใช้งานระบบได้ที่

https://forms.gle/ouDkdFfUfFhw5Mmr9

=========================

 

1. ย้อนกลับช่วงในช่วงทศวรรษ 1920 เศรษฐกิจสหรัฐฯ เติบโตสูง แต่ภาคเกษตรกรรมกลับประสบปัญหาอย่างหนักหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 เมื่อประเทศในยุโรปฟื้นตัวและกลับมาผลิตสินค้าเกษตรแข่งขันกับสหรัฐฯ ทำให้ราคาสินค้าเกษตรอเมริกันตกต่ำเนื่องจากภาวะผลผลิตล้นตลาด​ เกษตรกรซึ่งคิดเป็นราว 20% ของประชากรสหรัฐฯ ขณะนั้น ได้เรียกร้องให้รัฐบาลออกมาตรการปกป้องตนจากสินค้านำเข้าราคาถูกจากต่างประเทศ ท่ามกลางกระแสความไม่พอใจในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำที่เริ่มก่อตัวขึ้นในปลายทศวรรษนั้น

2. ในระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 1928 นาย เฮอร์เบิร์ต ฮูเวอร์ (Herbert Hoover) จากพรรครีพับลิกันได้ให้คำมั่นว่าจะเพิ่มภาษีนำเข้าสินค้าเกษตรเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่กำลังเดือดร้อน เมื่อฮูเวอร์ชนะเลือกตั้งและเข้ารับตำแหน่งในปี 1929 กลุ่มผู้ประกอบการจากภาคส่วนอื่นๆ ก็ร่วมกดดันรัฐบาลให้ขยายการขึ้นภาษีนำเข้าไปครอบคลุมสินค้าอุตสาหกรรมด้วย​

3. เพื่อเป็นการ “ช่วยเหลือ” เกษตรกร ปลายปี 1929 เริ่มมีการผลักดันร่างกฎหมาย โดยวุฒิสมาชิก Reed Smoot และ ส.ส. Willis C. Hawley เสนอกฎหมายขึ้นภาษีนำเข้าสินค้า ที่เรียกตามชื่อทั้ง 2 คนคือ กฎหมายภาษีศุลกากร “Smoot-Hawley Tariff Act”

4. แม้ว่าสมาชิกสภาคองเกรสบางส่วนจะลังเล แต่เสียงส่วนใหญ่ของพรรครีพับลิกันก็สนับสนุนแนวคิดการขึ้นภาษีนี้ โดยร่างกฎหมายผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ในเดือนพฤษภาคม 1929 และผ่านวุฒิสภาอย่างฉิวเฉียด (44 ต่อ 42 เสียง) ในเดือนมีนาคม 1930​ ทั้งๆ ที่นักเศรษฐศาสตร์กว่า 1,000 คนได้ร่วมลงชื่อในคำร้องเรียกร้องให้ประธานาธิบดีฮูเวอร์ยับยั้งร่างกฎหมายดังกล่าว เนื่องจากกังวลว่าจะส่งผลเสียต่อประเทศและกระตุ้นให้ต่างชาติแก้แค้นทางการค้า​ แต่สุดท้ายฮูเวอร์ก็ตัดสินใจลงนามให้ร่างกฎหมายนี้มีผลบังคับใช้ในวันที่ 17 มิถุนายน 1930…

5. Smoot-Hawley Tariff Act เป็นกฎหมายภาษีศุลกากรฉบับสุดท้ายที่กำหนดอัตราภาษีโดยตรงโดยรัฐสภาสหรัฐฯ (หลังจากนั้นอำนาจในการกำหนดภาษีถูกโอนไปให้ฝ่ายบริหารผ่านกฎหมายอื่นๆ)​ โดยมีการเพิ่มอัตราภาษีนำเข้าสินค้าหลายพันรายการโดยเฉลี่ยประมาณ 20% จากระดับที่สูงอยู่แล้วก่อนหน้า ยกตัวอย่างเช่น อัตราภาษีเฉลี่ยสำหรับสินค้านำเข้าที่ต้องเสียภาษีเพิ่มจากประมาณ 40% ในปี 1929 เป็น 59% ในปี 1932 ซึ่งถือเป็นระดับที่สูงที่สุดอันดับสองในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ (รองจากปี 1830)​

 

ภาพแสดงอัตราภาษีศุลกากรเฉลี่ยของสหรัฐฯ (เส้นสีส้มแสดงอัตราภาษีสินค้านำเข้าที่ต้องเสียภาษี) ในช่วงปี ค.ศ. 1821–2016 จะเห็นได้ว่าอัตราภาษีพุ่งสูงขึ้นในช่วงต้นทศวรรษ 1930 (ยุคกฎหมาย Smoot-Hawley) ก่อนจะปรับลดลงอย่างมากหลังมีข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างประเทศ เช่น ข้อตกลงทั่วไปว่าด้วยภาษีศุลกากรและการค้า (GATT) หลังปี 1947

6.แม้เจตนารมณ์ของกฎหมาย Smoot-Hawley คือการปกป้องแรงงานและเกษตรกรภายในชาติ แต่ผลลัพธ์ที่ตามมากลับไม่เป็นไปตามคาด หลังการผ่านกฎหมาย สหรัฐฯ เริ่มใช้อัตราภาษีใหม่ในปี 1930 ส่งผลให้สินค้านำเข้าหลายชนิดมีราคาแพงขึ้นอย่างมากและเอื้อประโยชน์ให้สินค้าที่ผลิตในประเทศเท่านั้น

7.ในระยะสั้น มาตรการนี้ดูเสมือนจะให้ผลดีต่ออุตสาหกรรมบางประเภทภายใน (ช่วงแรกหลังผ่านกฎหมาย ตัวชี้วัดเศรษฐกิจบางอย่างเช่นยอดการก่อสร้างหรือการผลิตภาคอุตสาหกรรมยังดูดีอยู่ช่วงสั้นๆ ตามการวิเคราะห์ของนักประวัติศาสตร์บางคน) แต่ปัญหาเชิงโครงสร้างในระบบการเงินและธนาคารยังคงคุกคามเศรษฐกิจโดยรวม​ ในความเป็นจริง กฎหมายนี้ได้จุดชนวนให้เกิด “สงครามการค้า” ระหว่างประเทศต่างๆ อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

8.ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ เริ่มปรับตัวลดลงตั้งแต่ที่สภาผู้แทนราษฎรผ่านร่างกฎหมายในเดือนพฤษภาคม 1929 และเมื่อวุฒิสภาอนุมัติร่างในเดือนมีนาคม 1930 ก็ยิ่งซ้ำเติมให้ตลาดหุ้นตกต่ำลงอีก ในวันที่ 17 มิถุนายน 1930 ทันทีที่ประธานาธิบดีฮูเวอร์ลงนามบังคับใช้กฎหมาย ตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ ทรุดตัวอย่างหนัก นักลงทุนต่างชาติพากันถอนทุนออกจากตลาดหุ้นอเมริกัน ส่งผลให้มูลค่าหุ้นดิ่งลงและสร้างความสูญเสียแก่ผู้ลงทุนเป็นวงกว้าง​ ภาวะตลาดทุนตกต่ำนี้ซ้ำเติมเศรษฐกิจที่กำลังถดถอยอยู่แล้ว และทำให้ผู้บริโภคที่ตกงานในประเทศสหรัฐฯ ยิ่งกำลังซื้อลดลง ไม่สามารถซื้อหาสินค้านำเข้าที่มีราคาแพงขึ้นได้เลย ต้องหันมาซื้อแต่สินค้าภายในประเทศเท่านั้น​

9.เมื่อสหรัฐฯ ขึ้นภาษี ประเทศอื่นก็ไม่ยอมอยู่เฉย (รัฐบาลสหรัฐฯ ได้รับหนังสือท้วงติงจากชาติคู่ค้าถึง 23 ประเทศตั้งแต่ปลายปี 1929 แต่รัฐบาลในขณะนั้นก็เพิกเฉยต่อคำเตือนเหล่านั้น)

10.แคนาดา ฝรั่งเศส และอีกหลายประเทศ “เอาคืน” ด้วยการขึ้นภาษีสินค้าสหรัฐฯ เช่นกัน

11.ตัวอย่างสำคัญคือ แคนาดา ซึ่งเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ ในขณะนั้น ได้ขึ้นภาษีตอบโต้สินค้าสหรัฐฯ 16 รายการ (คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 30% ของการส่งออกสหรัฐฯ ไปแคนาดา) ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 1930 และหันไปส่งเสริมการค้ากับชาติในเครือจักรภพอังกฤษแทน​

12.ประเทศอื่นๆ ในยุโรปทั้งฝรั่งเศสและอังกฤษก็มองหาคู่ค้ารายใหม่หรือจัดระบบการค้าระหว่างกลุ่มอาณานิคมของตนเองเพื่อลดการพึ่งพาสหรัฐฯ เยอรมนีเองก็แก้เกมด้วยการนำระบบ “การค้าแบบหักบัญชี” มาใช้ (แลกเปลี่ยนสินค้ากันโดยตรงเพื่อลดการใช้เงินตราต่างประเทศ)

13.การตอบโต้กันไปมานี้ทำให้แต่ละประเทศต่างพากันดำเนินนโยบายปกป้องเศรษฐกิจตัวเอง (beggar-thy-neighbor) ซึ่งบ่อนทำลายความร่วมมือทางการค้าระหว่างประเทศอย่างรุนแรง องค์กรระหว่างประเทศอย่าง สันนิบาตชาติ ที่เคยพยายามผลักดันความตกลงลดภาษีก็ประสบปัญหาและไม่สามารถสานต่อแนวคิดการค้าเสรีได้ เมื่อสหรัฐฯ ซึ่งไม่ได้เป็นสมาชิกสันนิบาตชาติในเวลานั้น ดำเนินนโยบายสวนทางด้วยการขึ้นภาษีสูงลิ่ว

14. ผลลัพธ์ที่ตามมาโดยตรงคือปริมาณการค้าระหว่างประเทศหดตัวลงอย่างรวดเร็วและรุนแรง ภายในปี 1932 หลายประเทศที่ตอบโต้ด้วยกำแพงภาษีทำให้สินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ ลดลงอย่างมาก (การศึกษาพบว่าประเทศที่ขึ้นภาษีโต้ตอบสหรัฐฯ มีการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ ลดลงเฉลี่ย 28–33%​ )

สรุปการเปลี่ยนแปลงของตัวชี้วัดเศรษฐกิจสำคัญบางประการของสหรัฐฯ ก่อนและหลังการออกกฎหมาย Smoot-Hawley Tariff Act

15.ในภาพรวมปริมาณการค้านำเข้า-ส่งออกของสหรัฐฯ กับยุโรปลดลงถึงสองในสามระหว่างปี 1929–1932

16. ​ยอดการส่งออกสินค้าของสหรัฐฯ ตกจากประมาณ 7,000 ล้านดอลลาร์ในปี 1929 เหลือเพียง 2,500 ล้านดอลลาร์ในปี 1932 ขณะที่การส่งออกสินค้าเกษตรลดลงเหลือเพียงสองในสามของระดับปี 1929 ภายในปี 1933​

17. ด้านการนำเข้าก็ลดลงฮวบฮาบเช่นกัน (มูลค่าการนำเข้าของสหรัฐฯ จากต่างประเทศลดจาก 4,400 ล้านดอลลาร์ในปี 1929 เหลือ 1,500 ล้านดอลลาร์ในปี 1933 ซึ่งคิดเป็นลดลงถึง 66%​

18. ภาพรวมมูลค่าการค้าโลกก็หดตัวลงอย่างมหาศาล โดยปริมาณการค้าระหว่างประเทศทั่วโลกลดลงประมาณ 65% ในช่วงปี 1929–1933

มูลค่าการค้าโลก

19. การหดตัวของการค้าโลกครั้งนี้เรียกได้ว่าเป็น “แม่ของสงครามการค้า” (mother of all trade wars) ซึ่งได้สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจเกือบทุกประเทศที่เกี่ยวข้อง

20. กฎหมาย Smoot-Hawley Tariff Act กลายเป็น “สงครามภาษี” ที่ไม่มีใครชนะ ผลกระทบสะเทือนทั้งโลก การค้าหดตัวอย่างรวดเร็ว การส่งออกของสหรัฐฯ ลดลงเกือบครึ่ง ธุรกิจล้ม คนตกงานเพิ่มขึ้น และโลกก้าวลึกลงไปในวิกฤตเศรษฐกิจ

21. หลายคนมองว่า Smoot-Hawley คือตัวเร่งให้เศรษฐกิจโลกแย่ลงกว่าเดิม และทำให้ลัทธิชาตินิยมทางเศรษฐกิจขยายตัว เยอรมนี อิตาลี และญี่ปุ่น ต่างเริ่มหันหลังให้การค้าเสรี และใช้แนวคิด “พึ่งตัวเอง” เป็นหลัก ไม่น่าแปลกที่อีกไม่นาน โลกก็เข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2

23. ผลพวงจากความล้มเหลวของ Smoot-Hawley Tariff Act ได้เปลี่ยนแนวทางนโยบายการค้าของสหรัฐอเมริกาและนานาชาติในระยะยาว หลังจากเห็นถึงความเสียหายที่เกิดจากสงครามภาษีครั้งนี้ รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้ประธานาธิบดี แฟรงกลิน ดี. รูสเวลต์ (Franklin D. Roosevelt) ได้เปลี่ยนทิศทางนโยบายโดยผลักดัน กฎหมายความตกลงการค้าแบบต่างตอบแทนปี 1934 (Reciprocal Trade Agreements Act) ซึ่งให้อำนาจประธานาธิบดีในการเจรจาลดภาษีกับผู้นำต่างชาติเป็นรายประเทศ กฎหมายดังกล่าวถือเป็นจุดเริ่มต้นของการฟื้นฟูความร่วมมือด้านการค้าเสรีหลังยุค Smoot-Hawley​ (จริงๆ มองทรัมป์ คล้ายๆ เอากลยุทธ์ของ ฮูเว่อร์ ผสม รูสเวลต์ คือ ทำมันพร้อมกันในเดือนเดียวเลย คือ ประกาศขึ้นภาษีไปก่อนเลย แล้วไปเจรจาลดภาษีกันอีกที!)

24. ในทศวรรษและศตวรรษต่อมา สหรัฐฯ ได้กลายมาเป็นผู้นำในการสร้างระเบียบการค้าเสรีระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นบทบาทสำคัญในการก่อตั้ง ความตกลงทั่วไปว่าด้วยภาษีศุลกากรและการค้า (GATT) หลังสงครามโลกครั้งที่สอง รวมถึงการจัดทำข้อตกลงการค้าเสรีภูมิภาคอย่าง NAFTA และการสนับสนุนการจัดตั้ง องค์การการค้าโลก (WTO) ในปี 1995​

25. บทเรียนจากอดีต… สำหรับโลกยุคใหม่ Smoot-Hawley Tariff Act สอนเราว่า การ “ปกป้อง” อาจนำไปสู่การ “แยกขาด” และการแยกขาดทางเศรษฐกิจ อาจพาเราไปสู่การแยกขาดทางการเมือง และความขัดแย้งที่รุนแรงกว่า

26. แม้ปัจจุบัน โลกจะเชื่อมโยงกันมากขึ้น แต่เราก็ยังเห็น “ร่องรอย” ของ Smoot-Hawley ในบางนโยบาย ไม่ว่าจะเป็นภาษีตอบโต้ในสงครามการค้าสหรัฐฯ–จีน หรือการตั้งกำแพงภาษีเพื่อปกป้องธุรกิจภายในประเทศ เมื่อใดที่เศรษฐกิจเริ่มสั่นคลอน บางประเทศก็เลือกใช้ “กำแพง” แทน “สะพาน” แต่ในประวัติศาสตร์—กำแพงเหล่านั้นไม่เคยสร้างสันติภาพได้…

 

สนใจอ่านข้อมูลเพิ่มเติม

  1. สรุป Reciprocal Tariffs ภาษีตอบโต้ คืออะไร? ครบทุกประเด็นที่ต้องรู้ (3 Apr 2025) https://zupports.co/reciprocal-tariffs-3-apr-25/
  2. ZUPPORTS 101: HS Code คืออะไร? รหัสเดียวที่อาจเปลี่ยนต้นทุนทั้งธุรกิจ https://zupports.co/hs-code-import-export-freight/

 

แหล่งอ้างอิง

  • Corporate Finance Institute. “Smoot-Hawley Tariff Act – Overview, Legislative History, Impact.
  • Smoot-Hawley Tariff Act – History, Effects, & Facts.
  • What Is the Smoot-Hawley Tariff Act? History, Effect, and Reaction.
  • Irwin, Douglas A. Peddling Protectionism: Smoot-Hawley and the Great Depression. Princeton University Press, 2011
  • Smoot–Hawley Tariff Act.

=========================

“ZUPPORTS FreightChat”

ระบบแชตที่ช่วยคุณ

✅ ค้นหา HS Code และอัตราภาษี ได้แบบอัตโนมัติ

✅ ตรวจสอบอัตราภาษีนำเข้าแต่ละประเทศ

สนใจ ลงทะเบียนใช้งานระบบได้ที่

https://forms.gle/ouDkdFfUfFhw5Mmr9

=========================

 

📍 ขอแนะนำ สำหรับ ZUPPORTS Club

Facebook กลุ่มปิด รับชมคลิป Webinar ของ ZUPPORTS เช่น  การตีความพิกัดศุลกากร (HS CODE) และการ Post Audit, Update สถานการณ์เฟรท แบบ Exclusive, พร้อมการ Networking กันในกลุ่มสมาชิก

🧭 เปิดให้สมัครสมาชิกแล้ววันนี้ ลงทะเบียนได้ที่ https://bit.ly/3F33miZ

.

พิเศษ! ZUPPORTS POST

กลุ่มไลน์ Openchat สำหรับ คนในวงการ นำเข้า ส่งออก เข้ามาสอบถามข้อมูล ติดตามข่าวการค้า การขนส่งระหว่างประเทศกันได้ที่ https://bit.ly/3seJRLk

 

#นำเข้าส่งออกสุดขอบฟ้า #ZUPPORTS

#เฟรท #นำเข้า #ส่งออก

 

ข่าวสารอื่นๆ